คลังข้อมูลวิจัย

  • Teaching Modern Model for Accounting Courses in Vocational and Teachnical Colleges in Yunnan Province

    This study explores typical drawbacks of accounting teaching at Yunnan’s vocational colleges and develops a targeted modern teaching model to fix disjointed theory-practice links, outdated curricula and simplistic assessment, so as to boost teaching quality and students’ employment competitiveness. Firstly, 278 accounting teachers from 10 colleges were sampled conveniently. Using literature analysis and questionnaires, the survey found severe teaching defects: merely 11.9% of teachers fully incorporate vocational accounting skills into teaching goals, 46.4% of courses count final exams for over 70% of grades, and over 60% of teachers stick to traditional teaching resources, creating mismatches between courses, industry needs and student demands. Secondly, core factors from survey findings built a preliminary model framework. Seventeen qualified experts optimized the framework via three rounds of Delphi method, forming a final model with six primary indicators (Teaching Objective, Teaching Content, Teaching Methods, Teaching Tools, Teaching Process, Teaching Evaluation) and 17 secondary indicators. Lastly, empirical research verified model efficiency. A questionnaire was validated by five experts with the IOC index. Thirty teachers from Yunnan X Vocational and Technical College were split randomly into two equal groups; pre-test results (t=0.32, p=0.75) indicated equivalent teaching capacity between groups. The experimental group adopted the new model for five weeks with flipped classroom and digital teaching tools, whereas the control group kept traditional teaching modes. Posttest data revealed the experimental group’s average score rose from 70.27 to 87.40, outperforming the control group’s 71.20 remarkably (all p<0.001). Large Cohen’s d values (4.52 and 7.83) verified the model’s outstanding improvement effect. The study confirms that the constructed modern teaching model for accounting courses in vocational and technical colleges in Yunnan Province can effectively address the pain points of traditional teaching. It provides an operable practical plan for the reform of accounting teaching in regional vocational colleges and also offers a reference for the curriculum reform of vocational education in similar underdeveloped areas. Keywords: Accounting Courses in Vocational and Technical Colleges; Modern Teaching Model; Teaching Quality Evaluation
  • Problem Based Learning Instructional Design Using Interactive Presentation Technology in Cross-Cultural Management Course in Business School Private University

    This study aimed to design and evaluate a Mentimeter-supported ProblemBased Learning (PBL) instructional model to enhance intercultural competence in a large undergraduate Cross-Cultural Management course at a private university. A quasiexperimental design was employed with 186 undergraduate BBA international students, equally assigned to an experimental group (n = 93) and a control group (n = 93). The experimental group received a five-stage Mentimeter-supported PBL intervention, while the control group was taught through traditional lecture-based instruction. Data were collected through pre-test and post-test intercultural competence measures, student engagement indicators, Mentimeter participation records, and expert validation, and were analyzed using descriptive statistics, independent-samples t-tests, ANCOVA, correlation, and regression analysis. The results showed that the experimental group achieved significantly higher post-test intercultural competence scores than the control group across all measured dimensions (all p < .001), and these differences remained significant after controlling for pre-test performance. Participation frequency was ubstantially higher in the experimental group than in the control group (M = 58.903 vs. 8.516) and was strongly correlated with post-test intercultural competence (r = .921, p < .001). Regression analysis further showed that participation frequency significantly predicted post-test intercultural competence (B = 0.029, β = .921, p < .001, R² = .848). These findings indicate that the Mentimeter-supported PBL model effectively improved student participation and intercultural competence and provides support for the use of interactive presentation technology as a scalable instructional approach in large multicultural business classrooms. Keywords: Problem-Based Learning, Intercultural Competence, Student Engagement, Interactive Presentation Technology, Cross-Cultural Management, Mentimeter
  • สมเด็จเจ้าพระยาฯ ข้าราชการผู้ภักดีต่อแผ่นดิน

    บทความนี้กล่าวถึงประวัติและบทบาทอันสำคัญของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งเป็นขุนนางผู้ทรงอิทธิพลในการบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้สยามก้าวเข้าสู่ความทันสมัยผ่านการ เปิดรับวิทยาการตะวันตก เช่น การต่อเรือกลไฟและการแพทย์สมัยใหม่ นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทโดดเด่นในด้าน การทูตและการต่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริง รวมถึงการรักษาความมั่นคงภายในในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาลด้วยความเฉลียวฉลาด เอกสารยังระบุถึงคุณูปการด้านการ ปฏิรูประบบกฎหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างการสร้างถนนและประภาคาร ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมให้รุ่งเรือง ผลงานทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น ข้าราชการผู้จงรักภักดี ที่ทุ่มเทกำลังความสามารถเพื่อรักษาเอกราชและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน
  • ผู้ดีรัตนโกสินทร์

    บทความนี้ถ่ายทอดชีวประวัติและบทบาทสำคัญของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) มหาบุรุษผู้มีอิทธิพลสูงสุดในฐานะ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แห่งยุครัตนโกสินทร์ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ พื้นฐานตระกูลบุนนาค ที่รุ่งเรืองไปจนถึงวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยในการ เปิดรับวิทยาการตะวันตก และทักษะการทูตที่ช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากภัยอาณานิคม ท่านถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน การปฏิรูปประเทศ ให้ก้าวสู่ความทันสมัย ทั้งด้านการคมนาคม กฎหมาย และระบบราชการในช่วงรอยต่อของรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ นอกจากนี้ แหล่งข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดีและการใช้ชีวิตส่วนตัวที่เรียบง่าย ซึ่งสะท้อนถึงบุคลิกของ ผู้ดีรัตนโกสินทร์ ที่อุทิศตนทำงานปิดทองหลังพระเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง
  • สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

    บทความนี้กล่าวถึงชีวประวัติและคุณงามความดีของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) มหาบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ประวัติครอบครัว การไต่เต้าทางราชการ ตลอดจนผลงานอันเป็นรากฐานความเจริญของชาติไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้าน การทูต ที่ใช้ความสามารถทางภาษาอังกฤษปกป้องเอกราชจากมหาอำนาจตะวันตก รวมถึงความเชี่ยวชาญด้าน การต่อเรือ การก่อสร้าง และสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ยังยกย่องความซื่อสัตย์สุจริตและความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นแบบอย่างอันดีงามให้แก่คนรุ่นหลังสืบไป แหล่งข้อมูลนี้จึงถือเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เชิดชูเกียรติยศของบุคคลสำคัญผู้มีส่วนช่วยให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตการณ์และก้าวสู่ความทันสมัยอย่างมั่นคง
  • ปกรณัมแห่งพลังชีวิตเพื่อขับเคลื่อนภารกิจบ้านเมืองของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

    บทความนี้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวประวัติของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) รัฐบุรุษคนสำคัญผู้มีบทบาทอย่างสูงในการบริหารราชการแผ่นดินไทยตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ ๒ จนถึงรัชกาลที่ ๕ โดยเนื้อหาเน้นการวิเคราะห์ชีวิตของท่านผ่าน มุมมองทางโหราศาสตร์ ซึ่งเชื่อมโยงวันเกิดและดวงชะตากับบุคลิกภาพที่เด็ดเดี่ยวและความสำเร็จในหน้าที่การงาน ท่านได้รับความไว้วางใจสูงสุดให้ดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ และมีคุณูปการโดดเด่นทั้งในด้านการทูต การปกครอง และการส่งเสริมวรรณกรรม เอกสารยังกล่าวถึงความเชื่อเรื่อง ธาตุประจำตัว ที่ส่งผลต่อวิสัยทัศน์และการอุทิศตนทำงานเพื่อบ้านเมืองจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต นอกจากนี้ยังรวบรวมประวัติความเป็นมาของ ตระกูลบุนนาค ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรุงรัตนโกสินทร์มาอย่างยาวนานนับหลายศตวรรษ
  • สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)กับการสนับสนุนสตรีใน "เรื่องเสรีภาพ"

    บทความนี้นี้กล่าวถึงบทบาทเชิงรุกของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในการส่งเสริม สิทธิเสรีภาพของสตรี ภายในบริบทสังคมไทยสมัยจารีต ท่านถือเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลโดยการยอมรับ วิทยาการและเทคโนโลยีจากตะวันตก ซึ่งแตกต่างจากขุนนางรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แหล่งข้อมูลระบุถึงการที่ท่านให้ความสำคัญกับ การศึกษาภาษาอังกฤษ แก่สมาชิกสตรีในครอบครัว และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ มิชชันนารีชาวอเมริกัน รวมถึงการสนับสนุน แหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ในฐานะครูสอนภาษา แนวคิดของท่านได้ยกระดับฐานะของสตรีให้มีความเท่าเทียมและมีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น โดยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง "เท้าหลัง" มาสู่การเป็นผู้ช่วยที่ เคียงบ่าเคียงไหล่ กับผู้นำครอบครัวอย่างสมเกียรติ พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าท่านเป็นผู้วางรากฐานสำคัญในการปฏิรูปสยามสู่ความทันสมัยผ่านการเปิดรับวัฒนธรรมสากลและการพัฒนาศักยภาพของบุคคลโดยไม่จำกัดเพศสภาพ
  • สมเด็จเจ้าพระยาฯกับการพัฒนาท้องถิ่น

    บทความนี้กล่าวถึงกล่าวถึง บทบาทสำคัญของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในการพัฒนาท้องถิ่นแถบหัวเมืองตะวันตกของไทยช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะผลงานเด่นด้านการ ขุดคลองภาษีเจริญและคลองดำเนินสะดวก เพื่อขยายโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจทางการค้า นอกจากโครงการชลประทานแล้ว ท่านยังมีส่วนสำคัญในการ ก่อสร้างพระนครคีรีและพัฒนาเมืองเพชรบุรีกับราชบุรี ให้กลายเป็นฐานอำนาจและศูนย์กลางความเจริญที่เข้มแข็งของตระกูลบุนนาค เนื้อหาในแหล่งข้อมูลยังสะท้อนถึง วิสัยทัศน์ด้านยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล เช่น การใช้แรงงานกลุ่มชาติพันธุ์อย่างมีประสิทธิภาพและการวางแผนสร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีสำรองเพื่อความมั่นคงของชาติ การดำเนินงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความมั่งคั่งให้แก่ภูมิภาค แต่ยังเป็นรากฐานของการ วางรากฐานการปกครองและการคมนาคม ในพื้นที่ภาคตะวันตกที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
  • สุเหร่าแขก : สมเด็จเจ้าพระยาแห่งสกุลบุนนาค

    บทความนี้กล่าวถึงบทบาทของตระกูลบุนนาคในการทำนุบำรุงศาสนาบนฝั่งธนบุรีช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 3 และ 4 ซึ่งไม่ได้มีเพียงการสร้างวัดตามพระราชนิยมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการอุปถัมภ์ศาสนาอิสลามอย่างมีนัยสำคัญผ่านการสร้างมัสยิดสำคัญสองแห่ง ได้แก่ มัสยิดกูวติลอิสลาม (สุเหร่าตึกแดง) และมัสยิดนูรุลมู่บีน (สุเหร่าบ้านสมเด็จ) เนื้อหาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางระดับสูงกับกลุ่มมุสลิมหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวมลายูจากหัวเมืองใต้และพ่อค้าชาวอินเดียที่เข้ามาตั้งรกรากในย่านคลองสานและสี่แยกบ้านแขก การอุทิศที่ดินและอาคารเพื่อประกอบศาสนกิจนี้ถือเป็นคุณูปการทางวัฒนธรรมที่ช่วยหล่อหลอมสังคมพหุวัฒนธรรมในอดีตให้เติบโตมาจนถึงปัจจุบัน การอธิบายประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมของศาสนสถานจึงช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ของสมเด็จเจ้าพระยาแห่งสกุลบุนนาคในฐานะผู้อุปถัมภ์ที่เปิดกว้างต่อความศรัทธาที่หลากหลายในสังคมไทย
  • คลองวัดดอกไม้ : “ขนอนบางหลวง” สู่ ถิ่นฐานบ้านบุนนาค

    บทความนี้บอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของ คลองวัดดอกไม้ หรือ ขนอนบางหลวง ซึ่งเคยเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำสายหลักที่เชื่อมโยง ตระกูลบุนนาค เข้ากับวิถีชีวิตริมคลองบางหลวงและแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่บริเวณนี้มีความรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเป็นที่ตั้งของ จวนที่พักและวัดสำคัญ ของขุนนางระดับสูงหลายท่าน เส้นทางสายน้ำนี้มีความซับซ้อนและเชื่อมต่อกับคลองสายย่อยต่าง ๆ ที่ผ่านบ้านเรือนของ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ตลอดจนสถานที่ราชการและชุมชนทางศาสนา ต่อมาเมื่อมีการตัด ถนนประชาธิปก และถนนเส้นอื่น ๆ เข้ามาแทนที่ ความสำคัญของลำคลองก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงจนชื่อเรียกเดิมเริ่มเลือนหายไป ปัจจุบันร่องรอยของความเจริญในอดีตได้แปรสภาพเป็น ถนนและอาคารสมัยใหม่ ทิ้งไว้เพียงตำนานของย่านที่พักอาศัยที่เคยรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในอดีตเท่านั้น
  • สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง - บุนนาค)กับการสนับสนุการแปลวรรณกรรมจีน

    บทความนี้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในการทำนุบำรุงและสนับสนุนการ แปลวรรณกรรมจีน เป็นภาษาไทย โดยเฉพาะผลงานชิ้นเอกอย่าง "ซ้องกั๋ง" ที่ท่านมีประสงค์ให้แปลเพื่อให้คนไทยได้ศึกษาเรียนรู้ ท่านมองว่าพงศาวดารจีนมิใช่เพียงความบันเทิง แต่เป็น ตำราพิชัยสงคราม และเครื่องมือฝึกฝนสติปัญญาที่ช่วยสอนเรื่อง ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู และกลยุทธ์การปกครองบ้านเมือง การส่งเสริมการแปลและจัดพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และ ๕ นี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้าง ความสมัครสมานสามัคคี ในหมู่ประชาชนท่ามกลางวิกฤตการคุกคามจากชาติตะวันตก วรรณกรรมเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนมรดกทางปัญญาที่สะท้อนถึง อุดมการณ์ทางการเมือง และความรักชาติอันแน่วแน่ของท่านตลอดช่วงชีวิตการทำงานเพื่อแผ่นดิน
  • บอกเก้า-เล่าสิบ ย่านกะดีจีน

    บทความนี้เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของ ย่านกะดีจีน ในเขตธนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ย้อนไปถึงสมัย กรุงศรีอยุธยา และมีความสำคัญในฐานะแหล่งรวมความหลากหลายทาง วัฒนธรรมและศาสนา ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เนื้อหาได้กล่าวถึงสถานที่สำคัญอย่าง วัดกัลยาณมิตร ที่มีหลวงพ่อโตอันเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจีน รวมถึง โบสถ์ซางตาครู้ส ของชุมชนคาทอลิกเชื้อสายโปรตุเกส และ มัสยิดบางหลวง ซึ่งมีสถาปัตยกรรมไทยอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงที่มาของชื่อ "กะดีจีน" และความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญ เช่น การสร้าง สะพานพุทธ ในสมัยรัชกาลที่ 7 แหล่งข้อมูลนี้จึงทำหน้าที่เป็นบันทึกความทรงจำที่สะท้อนถึง อัตลักษณ์ ของชาวธนบุรีที่ยังคงสืบทอดรากเหง้าอันทรงคุณค่ามาจนถึงปัจจุบันได้อย่างงดงามและชัดเจน
ค้นหาทั้งหมด