-
การวิจัยเรื่อง “กระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา ตามแนวทางของครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์” มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ (1) ศึกษากระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา ตามแนวทางของครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์ และ (2) สร้างคู่มือกระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา ตามแนวทางของครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ กำหนดผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง (purposive sampling) คือศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูธีระศักดิ์ชุ่มชูศาสตร์ จำนวน 3 ท่าน ใช้เครื่องมือหลักได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการตีความเชิงอุปนัยและนำเสนอแบบพรรณนา พร้อมทั้งสร้าง “คู่มือกระบวนการถ่ายทอด การบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา” ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน
ผลการวิจัยพบว่า
1. กระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา ตามแนวทางของครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์ ใช้หลักการสอนแบบมุขปาฐะ มีรายละเอียด 4 ประเด็น ได้แก่ การนอยปาก การเลียนแบบ การทำซ้ำ และการปลูกฝังคุณธรรมมารยาททางดนตรี ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลองค์ประกอบการศึกษาพบว่า (1) ด้านผู้สอน ครูธีระศักดิ์เป็นผู้สืบเชื้อสายบ้านดุริยประณีตผ่านการเรียนกับครูผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้รับการถ่ายทอดเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา จากครูสมชาย ดุริยประณีต (2) ด้านผู้เรียน ต้องผ่านการฝากตัวเป็นศิษย์มีภูมิรู้ ทักษะ และความประพฤติ ที่เหมาะสม จึงจะได้รับการถ่ายทอดเดี่ยวกราวใน เถา ที่ถือเป็นเดี่ยวชั้นสูง (3) ด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ผู้เรียนได้รับ ได้แก่ โครงสร้างทำนองเพลงกลุ่มเสียงปัญจมูล และกลวิธีการบรรเลง (4) บริบทอื่น ๆ พบขั้นตอนการถ่ายทอด 3 ขั้น ได้แก่ 1. ขั้นนำ พูดคุย ทบทวนเนื้อหาครั้งก่อนหน้า 2. ขั้นสอน อธิบาย เนื้อหา ถ่ายทอดโดยการนอยปาก การสาธิต การบรรเลงร่วมกับจังหวะหน้าทับ และสอดแทรกคุณธรรม 3. ขั้นสรุป บรรเลงพร้อมบันทึกเสียงหลังเรียน มีการประเมินตามสภาพจริง และให้ข้อเสนอแนะย้อนกลับ มีการจัดการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นเป็นกันเอง และเสริมแรงบวกให้ผู้เรียนอยู่เสมอ 2. คู่มือ เป็นการเรียบเรียงขั้นตอนวิธีการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา จากผลของการศึกษากระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลง กราวใน เถา ตามแนวทางของครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์เป็นรูปแบบของคู่มือครู มีเนื้อหา แบ่งเป็น 3 บท ประกอบด้วย บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องมอญวงใหญ่ บทที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเดี่ยวกราวใน บทที่ 3 ขั้นตอนวิธีการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา ตามแนวทางของครีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์ผลการประเมินอยู่ในระดับเหมาะสม สามารถนำไปใช้ได้
คำสำคัญ: ฆ้องมอญวงใหญ่, กราวใน, การถ่ายทอด, ธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์, คู่มือดนตรีไทย
-
การวิจัยเป็นการวิจัยการพัฒนาชุดกิจกรรมห้องเรียนกลับด้านเพื่อเสริมทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการทดลองกลุ่ม เดียว ทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมห้องเรียนกลับด้านเพื่อเสริมทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดโป่งแค จำนวน 22 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมห้องเรียนกลับด้านเพื่อเสริมทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออจำนวน 6 บทเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน แบบประเมินทักษะปฏิบัติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที และการทดสอบ ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 = 80/80
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมห้องเรียนกลับด้านมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.98/86.14 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากชุดกิจกรรมห้องเรียนกลับด้านสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออจากชุดกิจกรรมห้องเรียนกลับด้านสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
คำสำคัญ : ชุดกิจกรรมเรียนรู้, ห้องเรียนกลับด้าน, การเป่าขลุ่ยเพียงออ
-
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการถ่ายทอดเดี่ยวฆ้องวงใหญ่ กรณีศึกษา
ครูน้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง และ 2) เพื่อสร้างคู่มือการถ่ายทอดเดี่ยวฆ้องวงใหญ่ เพลงนกขมิ้น สามชั้น ของครูน้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยพิจารณา ตามองค์ประกอบทางการศึกษาได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน เนื้อหาสาระ และบริบทการเรียนการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความ สร้างข้อสรุปแบบอุปนัย และนำเสนอเป็นความเรียง
ผลการวิจัย พบว่า
1. ครูน้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง เป็นครูดนตรีไทย ผู้เชี่ยวชาญในเครื่องมือฆ้องวงใหญ่ ได้รับการ
ถ่ายทอดความรู้ด้านดนตรีไทยด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม (มุขปาฐะ) จากครูหลายท่าน แนวทางการ
ถ่ายทอดดนตรีไทยของครูน้ำว้า จะใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนตามความสามารถของผู้เรียนโดยสอนตามแบบโบราณ คือการถ่ายทอดแบบตัวต่อตัว (ต่อมือ) และใช้การอธิบายความรู้แบบอุปมาอุปไมย เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด และวิเคราะห์ตาม แทนที่จะใช้หลักความจำ จนทำให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้อย่างแท้จริง และเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ซึ่งการเดี่ยวฆ้องวงใหญ่ สิ่งที่ครูเน้นมากในการสอนคือ กลวิธีการบรรเลงฆ้องวงใหญ่ เช่น กลวิธีตี 8 เสียง ได้แก่ ตะ ติด ตีด ติง หนอด หนับ หนืด โหน่ง
2. สร้างคู่มือการถ่ายทอดเดี่ยวฆ้องวงใหญ่ เพลงนกขมิ้น สามชั้น ของครูน้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาและฝึกฝนการบรรเลงเดี่ยวฆ้องวงใหญ่ และผู้ที่มีทักษะการบรรเลงดนตรีไทย ขั้นที่ 6 ขึ้นไป ตามเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทย 12 ขั้น โดยในคู่มือประกอบด้วย เนื้อหาสาระที่จำเป็นสำหรับการสอนและการฝึกเดี่ยวฆ้องวงใหญ่ เพลงนกขมิ้น สามชั้น ของครูน้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง
คำสำคัญ : การถ่ายทอดดนตรีไทย, เดี่ยวฆ้องวงใหญ่ เพลงนกขมิ้น สามชั้น, ครูน้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง
-
งานวิจัยเรื่องการสร้างคู่มือการสอนทักษะการขับร้องเบื้องต้นตามแนวทางของโคดายสําหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีวัตถุประสงค์1)เพื่อศึกษาแนวทางการสอนทักษะการขับร้องเบื้องต้นตามแนวทางของโคดายสําหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2)เพื่อสร้างคู่มือการสอนทักษะการขับร้องเบื้องต้นตามแนวทางของโคดายสําหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น3)เพื่อประเมินความเหมาะสมต่อการนําคู่มือการสอนทักษะการขับร้องเบื้องต้นตามแนวทางของโคดายสําหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นต่อการนําคู่มือไปใช้โดยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลจํานวน2กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนดนตรีตามแนวทางของโคดาย และผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนขับร้องรวมทั้งสิ้น 5 คนและนําข้อมูลมาวิเคราะห์ผล โดยการนําบทสัมภาษณ์มาจัดเรียงลําดับเนื้อหารายบทวิเคราะห์ข้อมูล และนํามาจัดสร้างเป็นคู่มือการสอนทักษะการชับร้องเบื้องต้นตามแนวทางของโคดายสําหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ผลการวิจัยพบว่า ด้านการสอนดนตรีตามแนวทางของโคดายและการสอนขับร้องเพลงเบื้องต้นมีความสอดคล้องกันในด้านแนวคิด โดยทั้งสองแนวทางให้ความสําคัญกับทักษะการฟังและการร้องเป็นพื้นฐานสําคัญในการพัฒนาทักษะดนตรีเครื่องมือหลักตามแนวคิดของโคดาย ได้แก่ การฝึกฟังและการร้องร่วมกับการใช้สัญลักษณ์มือ (Hand signs) ซึ่งช่วยส่งเสริมความเข้าใจเรื่องระดับเสียงผ่านการปฏิบัติจริง ขณะที่การสอนขับร้องเน้นทักษะการฟังและการร้องเช่นเดียวกัน แต่ให้ความสําคัญเพิ่มเติมในด้านท่าทางการร้อง เทคนิคการออกเสียง ทํานอง และจังหวะ เพื่อนําไปสู่การตีความบทเพลงอย่างเหมาะสมด้านคู่มือการสอนแบ่งออกเป็น 4 บท ได้แก่ บทที่ 1 เรื่อง ทักษะการหายใจและการวอร์มเสียงโดยใช้กระบวนการพัฒนาทักษะระดับเสียงแบบลําดับขั้น (Sequential Solfège) ตามแนวทางโคดายและการใช้สัญลักษณ์มือ (Hand signs)ในกิจกรรมการสอน บทที่ 2 เรื่อง การฝึกโสตประสาทสําหรับการร้องเพลงโดยใช้ระบบการอ่านโน้ตแบบโซลเฟจ(Solfège)ร่วมกับการฝึกร้องโดยใช้โดเคลื่อนที่ (MoveableDo) และการใช้พยางค์จังหวะ (Strick Natation)ในกิจกรรมการสอน บทที่ 3 เรื่อง การฝึกออกเสียงสําหรับการขับร้อง โดยใช้เพลงวนและแคนอน (Round&Canon) ในกิจกรรมการสอน บทที่ 4 เรื่องการขับร้องบทเพลง โดยใช้เพลงพื้นบ้าน (Folk Song)ตามแนวทางของโคดายในกิจกรรมการสอน ด้านการประเมินความเหมาะสมต่อการนําคู่มือการสอนทักษะการขับร้องเบื้องต้นตามแนวทางของโคดาย สําหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งในด้านเนื้อหาและด้านคุณภาพเครื่องมือ อยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย4.55 สรุปได้ว่าคู่มือการสอนทักษะการขับร้องเบื้องต้นตามแนวทางโคดายที่พัฒนาขึ้น สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนทักษะการขับร้องเบื้องต้นสําหรับครูในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในบริบทโรงเรียนที่มีข้อจํากัดด้านเครื่องดนตรีและช่วยยกระดับคุณภาพการสอนดนตรีและพัฒนาศักยภาพทางดนตรีของผู้เรียนอย่างรอบด้าน
คําสําคัญ : คู่มือการสอน, การขับร้องเบื้องต้น, โคดาย
-
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความแพร่หลายของเรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูในสื่อร่วมสมัย และ 2) วิเคราะห์ปัจจัยความแพร่หลายของเรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูในสังคมไทยร่วมสมัยโดยเก็บข้อมูลเรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูจากอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บทความจำนวน 25 บทความและคลิปจำนวน 25 คลิป ระหว่าง พ.ศ. 2567-2568 โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องเล่า และวัฒนธรรมประชานิยม
ผลการศึกษาพบว่า เรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูในสื่ออินเทอร์เน็ตมีความแพร่หลายอย่างมาก โดยจำแนกได้ 5 รูปแบบ คือ 1) เรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาและรูปลักษณ์เทพเจ้ากวนอู 2) เรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อเทพเจ้ากวนอู 3) เรื่องเล่าเกี่ยวกับพิธีกรรมบูชาเทพเจ้ากวนอู 4) เรื่องเล่าเกี่ยวกับศาลเจ้ากวนอู และ 5) เรื่องเล่าเกี่ยวกับวัตถุมงคลเทพเจ้ากวนอู นอกจากเรื่องเล่าเหล่านี้จะทำหน้าที่เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้ากวนอูไปสู่สาธารณชนแล้ว เรื่องเล่ายังทำหน้าที่สร้างและยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้ากวนอู ผ่านประสบการณ์ของผู้ศรัทธาที่ได้ขอพรบนบาน ประกอบพิธีกรรมและการเช่าบูชาวัตถุมงคล เรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูในสื่อร่วมสมัยดำรงอยู่อย่างมีพลวัต ความแพร่หลายของเรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอู เกิดจากปัจจัยสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านการอพยพเคลื่อนย้ายของชาวจีนโพ้นทะเลเข้าสู่ดินแดนประเทศไทย 2) ปัจจัยด้านความต้องการที่พึ่งทางใจ 3) ปัจจัยด้านการแสดงอัตลักษณ์ของคนไทยเชื้อสายจีน 4) ปัจจัยด้านธุรกิจวัตถุมงคล และ 5) ปัจจัยด้านเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ปัจจัยเหล่านี้ได้ผสมผสานกันและเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านเวลานับร้อยปี เทพเจ้ากวนอูเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณที่เชื่อมต่อและแสดงถึงรากเหง้าของคนไทยเชื้อสายจีน เห็นได้จากศาลเจ้ากวนอูส่วนใหญ่ตั้งเป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวจีน ม้าขี่หรือร่างทรงและผู้ประกอบพิธีกรรมเป็นคนไทยเชื้อสายจีน พิธีกรรมต่าง ๆ ยึดโยงอยู่รากวัฒนธรรมจีน ปัจจุบันเทพเจ้ากวนอูได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในระบบวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย
คำสำคัญ : ความแพร่หลาย; เรื่องเล่า; เทพเจ้ากวนอู; สื่อร่วมสมัย
-
บทความนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดสำคัญหลายแห่งในประเทศไทย โดยเฉพาะผลงานของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 เนื้อหาเน้นไปที่สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นซึ่งมีการผสมผสานศิลปะแบบตะวันตก เช่น สไตล์โกธิค เข้ากับศิลปกรรมไทยอย่างงดงาม อาทิ วัดศรีสุริยวงศาราม และวัดบุปผาราม นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการดำเนินงานในจังหวัดราชบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงผ่านภาพถ่ายประกอบที่แสดงรายละเอียดของพระอุโบสถ เจดีย์ และลวดลายปูนปั้นอันเป็นเอกลักษณ์ แหล่งข้อมูลนี้จึงถือเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมที่สะท้อนถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน
-
บทความฉบับนี้กล่าวถึงประวัติและบทบาทสำคัญของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้ทรงอิทธิพลในการบริหารราชการแผ่นดินสยามช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เอกสารได้บรรยายถึง รากฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ระหว่างตระกูลบุนนาคกับราชวงศ์จักรีซึ่งส่งเสริมอำนาจทางการเมืองมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังนำเสนอมุมมองของชาวต่างชาติที่มีต่อท่านในฐานะ รัฐบุรุษผู้มีความรู้ความสามารถ โดดเด่นทั้งด้านการทูต การศึกษาภาษาต่างประเทศ และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ท่ามกลางกระแสการคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก บทสรุปของเนื้อหานี้จึงเป็นการเชิดชู เกียรติยศและความซื่อสัตย์ ของท่านในฐานะขุนนางผู้เป็นกำลังหลักในการนำพาประเทศสู่ความทันสมัย
-
This mixed-methods study investigated sustainable quality and promotion of college counselors in Shaanxi Province. The research objectives were: (1) to study the current and expected status of improving the quality of college counselors in Shaanxi Province; (2) to develop strategies for enhancing sustainable college counselors’ quality and promotion; and (3) to evaluate the feasibility and adaptability of the proposed strategies. A multi-stage sampling technique was employed to select 341 counselors from five universities. Data were collected using a five-point rating scale questionnaire, supplemented by interviews, focus groups, and expert evaluation forms. The instrument demonstrated excellent content validity (IOC=1.00) and high reliability (S.D.=0.94). Quantitative data were analyzed using percentage, mean (M), standard deviation (S.D.), and PNImodified, while qualitative data were analyzed through content analysis. Strategy formulation was conducted using SWOT analysis and the TOWS Matrix and subsequently verified through focus group discussions.
The findings, aligned with the research objectives, revealed that:
(1) Current and expected status: The overall current status of counselors’ sustainable quality was at a moderate level (M=3.18, S.D.=0.22), whereas the expected status was high (M=4.00, S.D.=0.07), indicating a significant gap across all dimensions Ideological and political quality emerged as a relative strength (current M=3.56, S.D.=0.83; expected M=4.50, S.D.=0.55). However, professional evaluation and assessment (current M=3.15, S.D.=0.58; expected M=4.42, S.D.=0.58) and psychological and emotional quality (current M=2.97, S.D.=0.99; expected M=4.44, S.D.=0.57) were identified as the weakest areas. Qualitative data further highlighted heavy workload, high stress, insufficient mental health support, limited professional and research support, inadequate digital management systems, and unclear promotion standards. (2) Strategy development: A comprehensive strategic framework was developed, comprising one vision, five main strategies, nine sub-strategies, and 18 operational projects designed to systematically address identified gaps. (3) Feasibility and adaptability: Expert evaluation indicated that the proposed strategies achieved very high levels of feasibility (M=4.63, S.D.=0.21) and adaptability (M=4.65, S.D.=0.19), confirming their practical applicability The study provides an evidence-based and operational strategic framework that can be directly implemented by universities and relevant authorities. The findings offer concrete guidance for optimizing professional evaluation systems, strengthening psychological and emotional competencies, reducing excessive workload, enhancing mental health and professional development support, upgrading digital management platforms, and clarifying promotion criteria. This research contributes practical value for advancing the sustainable development of college counselor teams in Shaanxi Province and similar higher education contexts.
Keywords: Sustainable development, college counselors, quality and promotion, strategy development, SWOT/TOWS, Shaanxi Province.
-
This research addresses prominent issues in the talent cultivation of Primary Education majors in Yunnan’s vocational colleges, including the disconnection between curricula and professional demands, the theory-practice divide, and overreliance on traditional teaching modes. It carries out research with three core objectives: first, to investigate the current learning status and challenges of Primary Education majors through literature analysis and questionnaire surveys; second, to
construct an initial career competency-oriented intelligent learning model based on literature analysis and questionnaire findings, and revise and optimize the model framework through three rounds of Delphi expert consultation; third, to comprehensively develop and empirically evaluate the effectiveness of the proposed model.
The research sample includes 309 students for the questionnaire survey, and 40 sophomores equally divided into experimental and control groups for the quasiexperiment. Research instruments involve literature review, questionnaire survey, Delphi method, independent samples t-test, paired samples t-test, descriptive statistics, and Cohen's effect size analysis, etc. The statistics used to analyze the data include percentage, average value, standard deviation, and Cohen's effect size. The initial intelligent learning model is established on the basis of literature review and questionnaire findings. Through three rounds of iterative optimization via the Delphi expert consultation, all first-level and second-level indicators of the model have been finalized, with the average score of each indicator ranging from 4.45 to 4.80, which proves good scientific rationality and expert consensus. A 6-week quasi-experimental intervention is implemented in two groups. The statistical results show that the post-test average score of the experimental group using the intelligent learning model is 85.75, obviously higher than the 70.65 of the control group with traditional teaching, and Cohen’s d reaches 8.97, indicating an extremely large effect size.
This model integrates online and offline learning resources and builds a multisubject and process-oriented evaluation system. It effectively remedies the defects of traditional talent training modes and realizes the shift from teacher-centered to student-centered teaching. From a practical perspective, the model covers six core dimensions: Learning Objectives, Learning Content, Learning Resources, Learning Process, Learning Interaction, and Learning Evaluation. It complies with the Professional Standards for Primary School Teachers and the talent cultivation objectives of the
Primary Education major in Yunnan’s vocational colleges, and gives full play to modern
information technologies such as smart education platforms, big data and GAI to support students’ independent and personalized learning.
Keywords: Intelligent Learning Model; Primary Education Major; Vocational Colleges; Career Competency; Digital Transformation of Education
-
This study aimed to design and evaluate a Mentimeter-supported ProblemBased Learning (PBL) instructional model to enhance intercultural competence in a large undergraduate Cross-Cultural Management course at a private university. A quasiexperimental design was employed with 186 undergraduate BBA international students, equally assigned to an experimental group (n = 93) and a control group (n = 93). The experimental group received a five-stage Mentimeter-supported PBL intervention, while the control group was taught through traditional lecture-based instruction. Data were collected through pre-test and post-test intercultural competence measures, student engagement indicators, Mentimeter participation records, and expert validation, and were analyzed using descriptive statistics, independent-samples t-tests, ANCOVA, correlation, and regression analysis.
The results showed that the experimental group achieved significantly higher post-test intercultural competence scores than the control group across all measured dimensions (all p < .001), and these differences remained significant after controlling for pre-test performance. Participation frequency was ubstantially higher in the experimental group than in the control group (M = 58.903 vs. 8.516) and was strongly correlated with post-test intercultural competence (r = .921, p < .001). Regression analysis further showed that participation frequency significantly predicted post-test intercultural competence (B = 0.029, β = .921, p < .001, R² = .848). These findings indicate that the Mentimeter-supported PBL model effectively improved student participation and intercultural competence and provides support for the use of interactive presentation technology as a scalable instructional approach in large multicultural business classrooms.
Keywords: Problem-Based Learning, Intercultural Competence, Student Engagement, Interactive Presentation Technology, Cross-Cultural Management, Mentimeter
-
บทความนี้กล่าวถึงประวัติและบทบาทอันสำคัญของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งเป็นขุนนางผู้ทรงอิทธิพลในการบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้สยามก้าวเข้าสู่ความทันสมัยผ่านการ เปิดรับวิทยาการตะวันตก เช่น การต่อเรือกลไฟและการแพทย์สมัยใหม่ นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทโดดเด่นในด้าน การทูตและการต่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริง รวมถึงการรักษาความมั่นคงภายในในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาลด้วยความเฉลียวฉลาด เอกสารยังระบุถึงคุณูปการด้านการ ปฏิรูประบบกฎหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างการสร้างถนนและประภาคาร ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมให้รุ่งเรือง ผลงานทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น ข้าราชการผู้จงรักภักดี ที่ทุ่มเทกำลังความสามารถเพื่อรักษาเอกราชและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน
-
บทความนี้ถ่ายทอดชีวประวัติและบทบาทสำคัญของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) มหาบุรุษผู้มีอิทธิพลสูงสุดในฐานะ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แห่งยุครัตนโกสินทร์ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ พื้นฐานตระกูลบุนนาค ที่รุ่งเรืองไปจนถึงวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยในการ เปิดรับวิทยาการตะวันตก และทักษะการทูตที่ช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากภัยอาณานิคม ท่านถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน การปฏิรูปประเทศ ให้ก้าวสู่ความทันสมัย ทั้งด้านการคมนาคม กฎหมาย และระบบราชการในช่วงรอยต่อของรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ นอกจากนี้ แหล่งข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดีและการใช้ชีวิตส่วนตัวที่เรียบง่าย ซึ่งสะท้อนถึงบุคลิกของ ผู้ดีรัตนโกสินทร์ ที่อุทิศตนทำงานปิดทองหลังพระเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง